วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558

หญ้าดอกขาวสามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้

  • ต้น ใบ และรากของหญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ Sodium nitrate
  •  ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้ จากการศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผลของหญ้าดอกขาวกับยาหลอกในการลดการสูบบุหรี่ พบว่า หญ้าดอกขาวสามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ลงได้มากกว่ากลุ่มควบคุม และพบว่าสมุนไพรหญ้าดอกขาวในรูปแบบการนำไปเคี่ยว คือการนำหญ้าดอกขาวแห้ง 20 กรัม ผสมกับน้ำ 3 แก้ว แล้วต้มเคี่ยวจนเหลือเพียง 1 แก้ว แล้วนำมาอมไว้ในปากประมาณ 1-2 นาทีแล้วค่อยกลืน จากนั้นจึงค่อยสูบบุหรี่ จะทำให้รสชาติของบุหรี่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ จนทำให้ไม่อยากสูบยุหรี่ในที่สุด และลดจำนวนของมวนบุหรี่ที่ใช้สูบต่อวันได้อย่างรวดเร็วภายใน 1-2 สัปดาห์ ไม่ว่าจะสูบเบาหรือสูบหนักมาก่อนก็ตาม และจากการวิจัยพบว่าหากใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ได้ถึง 60% และหากออกกำลังกายร่วมด้วยก็จะช่วยลดอัตราการสูบบุหรี่ลงได้ 62% และที่สำคัญยังช่วยทำให้คนเลิกบุหรี่ได้สูงถึง 60-70% หากออกกำลังกายร่วมด้วย 
ขอขอบคุณข้อมูลจาก  http://frynn.com

มีรายงานว่าการเติม sodium nitrate ในยาสูบสามารถลดการเกิดมะเร็งเนื่องจากบุหรี่ได้

มีรายงานว่าการเติม sodium nitrate
 ในยาสูบสามารถลดการเกิดมะเร็งเนื่องจากบุหรี่ได้

อย่างไรก็ดี sodium nitrate เป็นอันตรายอย่างยิ่งแก่สุขภาพ หากได้รับปริมาณสูงกว่ากำหนด (10 milligrams per liter (10 mg/l) nitrate-N, or 45 mg/l nitrate-NO3)

แหล่งข้อมูล แหล่ง ' ความรู้ทางเภสัชศาสตร์ ' โดยความร่วมมือของ " เภสัชกร " ทั่วประเทศ  
http://drug.pharmacy.psu.ac.th/Question.asp?ID=1868&gid=5

ขอขอบคุณ ข้อมูล จาก  คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

สาร Sodium nitrate ในหญ้าหมอน้อย ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้


สาร  Sodium nitrate ในหญ้าหมอน้อย 
 ทำให้ลิ้นชา ช่วยลดอาการอยากบุหรี่ได้


แหล่งที่มาของการอ้างอิงข้อมูล
ศูนยธรรมชาติบําบัดบัลวี [serial online][cite on 2007 Jun 19]. Available from: URL: 

ฐานขอมูลสมุนไพร: หมอนอย
 

วิธีลดน้ำหนัก

วิธีลดน้ำหนัก



ข้อมูลจาก http://www.doctor.or.th/ หมอชาวบ้าน ครับ..
โพสโดย somsak เมื่อ 1 มกราคม 2551 00:00
 นพ.พินิจ กุลละวณิชย์กรรมการบริหารแพทยสภา
วิธีลดน้ำหนัก

หลักการลดน้ำหนักคือต้องลดไขมันที่มีอยู่ในร่างกาย ไม่ใช่ลดกล้ามเนื้อ...อย่าหยุดกินอาหาร แต่ต้องเลือกกินสารอาหารที่ให้พลังงานมีอยู่ ๓ กลุ่มเท่านั้นคือ   ไขมัน แป้ง และโปรตีน ซึ่งให้พลังงาน ๙, ๔ และ ๔  กิโลแคลอรีต่อ ๑ กรัมตามลำดับ จะเห็นได้ว่าไขมันให้พลังงานมากที่สุด จะอ้วนได้ง่ายที่สุดถ้ากินไขมันมากๆ การกินไขมัน (ไขมันสัตว์) มากๆ จะไม่ดีต่อสุขภาพ โดยเฉพาะหลอดเลือด เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดตีบ

ถ้าหยุดกินอาหารจะทำให้ ร่างกายเสียทั้งโปรตีน (กล้ามเนื้อ) ไขมัน และแป้ง แป้งมีอยู่ในปริมาณจำกัดคือ อยู่ในรูปแบบของไกลโคเจน ที่ตับ ๑๐๐ กรัม ที่กล้ามเนื้ออีก ๔๐๐ กรัม หรือรวมแล้วเป็นพลังงานเพียง ๒,๐๐๐ กิโล-แคลอรี (๕๐๐ กรัม x ๔) ร่างกายมีไขมันเป็นพลังงานถึงแสนกิโลแคลอรี

วิธีการลดน้ำหนักจึงต้องเลือกกินอาหาร เน้นหนัก ไปทางพืช ผัก ถั่ว เห็ด เต้าหู้ ปลา พยายามหลีกเลี่ยงมันสัตว์ หนังสัตว์ เครื่องใน ไข่แดง ของทอด น้ำหวาน ของหวาน กะทิ น้ำตาล เพราะเป็นสารอาหารที่ให้พลังงานมาก แม้แต่ข้าวหรือขนมปัง ถ้ากินมากเกินไป เมื่อถูกดูดซึมเข้าไปในร่างกายก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นไขมัน
วิธีการกินอาหารจึงต้องค่อยๆ กิน ดื่มน้ำมากๆ ก่อนหรือระหว่างกินอาหาร เริ่มต้นด้วยการกินซุปผัก ๑-๒ จาน เคี้ยวช้าๆ พูดคุยบ้าง หลังจากนั้นกินสลัดผักมากๆ อย่าใช้น้ำสลัดที่หวาน กินผักหลายๆ ชนิด เช่น ผักกาดแก้ว มะเขือเทศ หัวหอม เพราะพืช ผัก เป็นแหล่งอาหารที่ดี มีไขมันประเภทดีและมีพลังงานน้อย กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน
หลังจากนั้นจึงกิน (ถ้ายังไม่อิ่ม) ปลาทะเล (แต่พยายามหลีกเลี่ยงไข่ปลา) พยายามกินปลาที่ต้ม นึ่ง ลวก แทนที่จะทอด ถ้าเบื่อปลา จะเปลี่ยนเป็นเนื้อสัตว์อื่นก็ต้องเลือกไก่ที่เอาหนังออก (หนังมีไขมันมาก)

คนที่ชอบกินข้าวก็อาจกินข้าวได้บ้าง (๑ จาน) กับปลาหรือไก่ ควรค่อยๆ เคี้ยว ค่อยๆ กิน กินไปพูดคุยไป ดื่ม น้ำไป ที่แนะนำให้ทำเช่นนี้เพราะร่างกายมนุษย์ก็แปลก กว่าจะรู้ตัวว่าอิ่มจะต้องใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที ด้วยเหตุนี้เองถ้ารีบกินเร็วไป จะกินได้มากภายใน ๒๐ นาที ก่อนที่จะรู้ตัวว่าอิ่ม แต่ถ้าค่อยๆ กินจะพบว่าภายใน ๒๐ นาทีเรายังไม่ค่อยได้กินอะไรมากปรากฏว่าอิ่มแล้ว

หลังอาหารไม่น่าจะกินของหวาน ถ้าจะกินของหวานให้เลือกกินผลไม้ที่ไม่หวานจัด การกินอาหารแต่ละวันจะต้องแบ่งออกเป็น ๓ มื้อ แทนที่จะกินมื้อเดียว จะช่วยทำให้ร่างกายมีน้ำหนักเบากว่า เพราะการกินอาหารแต่ละมื้อร่างกายใช้พลังงานเผาผลาญ ดูดซึมอาหารมาก  นั่นคือ มื้อเช้าร้อยละ ๒๕ ของพลังงานทั้งหมดที่จะกินต่อวัน มื้อกลางวันร้อยละ ๕๐ และมื้อเย็นร้อยละ ๒๕ (อย่างน้อย ๓-๔ ชั่วโมงก่อนนอน) และพยายามออกกำลังกายภายใน ๒ ชั่วโมงก่อนอาหารมื้อเย็น

การคุมอาหารอย่างเดียวพบว่าลดน้ำหนักได้ยาก แต่ถ้าออกกำลังกายด้วยจะสามารถช่วยทำให้ลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น การออกกำลังกายจะช่วยป้องกันการสูญเสียกล้ามเนื้อ และยังช่วยทำให้ร่างกายมีกล้ามเนื้อมากขึ้นกว่าเก่าด้วย ฉะนั้นควรคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย  ถ้าออกกำลังกายโดยไม่คุมอาหาร ออกกำลังกาย เท่าไหร่ก็จะไม่สามารถลดน้ำหนักได้ เพราะขนมปัง ๑ แผ่น หรือไข่ไก่ ๑ ฟอง จะให้พลังงาน ๑๐๐ กิโลแคลอรี ซึ่งถ้าร่างกายจะเผาผลาญ ๑๐๐ กิโลแคลอรี เราจะต้องเดินหรือวิ่ง ๑ ไมล์!

ฉะนั้น ถ้ากินเต็มที่อาจจะต้องวิ่งถึง ๒๐ ไมล์ เพื่อที่จะเผาผลาญพลังงานที่กินหรือดื่มเข้าไปจากการกินอาหารเพียงมื้อเดียว!
พยายามลดน้ำหนักตัวเพียงครึ่งถึง ๑ กิโลกรัมต่อสัปดาห์ และชั่งน้ำหนักทุกวันในเวลาเดียวกัน เช่น ชั่งช่วงเช้าหลังเข้าห้องน้ำ เพื่อที่จะดูว่าน้ำหนักไม่เพิ่มหรือลดเกินไป
If we could give individual the right amount of nourishment and exercise, not too little and not too much, we would have found the safest way to health
Hippocrates 460-377 BC
ถึงแม้ฮิปโพเครตีสบิดาของวงการแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้หลายพันปีแล้ว แต่ยังเป็นคำกล่าวที่ยังเป็นความจริงอยู่จนถึงทุกวันนี้ และเป็นการแนะนำที่ดีที่สุด ถ้าทุกๆ คนทำตามนี้ได้จะป้องกัน ลดการเกิดโรคต่างๆ ได้มากมาย เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ สมอง ความดันเลือดสูง เบาหวาน มะเร็ง กระดูกพรุน อ้วน และภาวะแทรกซ้อนต่างๆ อาจจะตามมา

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าจะกินก็ควรจะกินให้เป็น และถ้าจะเป็นโรคต้องเป็นโรคที่ยังป้องกันไม่ได้

ข้อมูลสื่อ

345-004
นิตยสารหมอชาวบ้าน 345
มกราคม 2551
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

วันจันทร์ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อาหารเช้าสำคัญ ช่วยลดน้ำหนัก



 อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อที่สำคัญที่สุดของวัน เพราะทำให้ร่างกายได้รับพลังงาน หลังจากที่ไม่ได้รับประทานอาหารมานานนับ 10 ชั่วโมง รวมถึงทำให้สมองแจ่มใส พร้อมที่จะเริ่มวันใหม่อย่างกระตือรือร้น และรู้ไหมว่า... อาหารเช้ามีผลกับความอ้วนอีกด้วย        องค์การอนามัยโลกรายงานตั้งแต่เมี่อปี พ.ศ.2540 ว่า พบการระบาดของโรคอ้วนมากขึ้นทั่วโลกทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และคาดการณ์ว่า ภายในปี ค.ศ.2020 หรือ พ.ศ.2563 โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน จะเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต โดยอัตราการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้จะเพิ่มสูงถึง 3 ใน 4 ของการเสียชีวิตทั้งหมด

        โรคอ้วนหรือภาวะโภชนาการเกิน หมายถึง การที่ร่างกายมีไขมันสะสมอยู่มากเกินไป จนถึงจุดที่จะส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือดมากขึ้น โรคอ้วนเป็นผลมาจากความไม่สมดุลกันระหว่างพลังงานที่ได้รับโดยการกิน กับพลังงานที่ใช้ในปฏิกิริยาเคมีและกิจกรรมต่างๆ ของร่างกาย ในทางโภชนาการความอ้วนเกิดขึ้นเมื่อร่างกายได้รับพลังงานมากกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ หรือใช้ไม่หมด เป็นผลให้เกิดการสะสมพลังงานที่เหลือใช้ในรูปของไขมันอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และเนื่องจากว่าโรคอ้วนกำลังระบาดอย่างหนักในทุกภูมิภาคของโลก งานวิจัยใหม่ๆ จึงมุ่งเน้นหาสาเหตุ วิธีป้องกัน รวมทั้งการรักษา เพื่อให้ผู้ป่วยโรคอ้วนมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอายุยืนยาวมากขึ้น จนทำให้พบว่า อาหารเช้ากับความอ้วนมีความเกี่ยวข้องกัน

        อาทิ ผลการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี ค.ศ.2011 ที่รายงานว่า สาเหตุหนึ่งของความอ้วนคืออาหารเช้า โดยพบว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า (breakfast skipper) มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนมากกว่าผู้ที่รับประทานอาหารเช้าสม่ำเสมอ โดยในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลี นั้น คนในวัยรุ่นและวัยทำงานมักมีกิจกรรมที่เร่งรีบในช่วงเช้าทำให้พลาดอาหารเช้าเป็นประจำ คนกลุ่มนี้จึงมีน้ำหนักตัว เส้นรอบเอว เส้นรอบสะโพก และดัชนีมวลกายมากกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่รับประทานมื้อเช้าสม่ำเสมอ

        นอกจากนี้การศึกษาในอาสาสมัครชาวอเมริกันจำนวน 173 คน ก็ยังพบว่า คนที่รับประทานอาหารเช้าเป็นประจำมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าคนที่พลาดอาหารเช้า นอกจากนั้นคนที่รับประทานอาหารครบทั้ง 3 มื้อต่อวัน จะมีน้ำหนักตัวต่ำกว่าและมีแนวโน้มที่จะรับประทานอาหารทั้ง 3 มื้อในปริมาณที่เหมาะสม ไม่รับประทานมื้อหนึ่งมื้อใดมากผิดปกติ ทำให้สามารถควบคุมน้ำหนักได้ดีกว่า ตรงข้ามกับคนที่พลาดอาหารมื้อเช้า ซึ่งจะรับประทานมื้อกลางวันและมื้อเย็นแบบมื้อใหญ่ ส่งผลให้อาหารที่รับทานโดยรวมต่อวันมีปริมาณมากกว่าปกติ จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนได้ รวมถึงยังพบว่า การรับประทานอาหารเช้าเป็นประจำจะทำให้มีไขมันสะสมที่หน้าท้องหรือพุงน้อยกว่า ความดันโลหิตต่ำกว่า ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำกว่า โดยผู้ที่รับประทานอาหารเช้าทุกวันจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดต่ำกว่า อาหารเช้าจึงช่วยป้องกันโรคหัวใจและเบาหวานได้

         นอกจากอาหารเช้าและจำนวนมื้ออาหารที่มีความสำคัญแล้ว ชนิดของอาหารเช้าก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยผลการศึกษาในประเทศออสเตรเลียรายงานว่า อาหารเช้าที่สะดวก รวดเร็วและเป็นที่นิยม เช่น อาหารเช้าที่ประกอบไปด้วย กาแฟกับขนมปัง มีส่วนทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้นได้ด้วย เพราะปริมาณของน้ำตาลที่มีในชา กาแฟร่วมกับคาร์โบไฮเดรตที่มีในขนมปังในมื้อเช้า จะทำให้เกิดความอิ่มเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นผลให้อาจจะต้องรับประทานของว่างในมื้อสาย ซึ่งมักเป็นขนมขบเคี้ยวที่สามารถรับประทานได้ขณะทำงาน และอย่างที่ทราบก็คือขนมขบเคี้ยวเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูงแต่มีคุณค่าทางโภชนาการต่ำ รวมถึงการรับประทานขนมปังและกาแฟเป็นอาหารเช้ายังทำให้คนกลุ่มนี้รับประทานอาหารมื้อถัดไปในปริมาณที่มากกว่าปกติ มากไปกว่านั้นกาเฟอีนที่พบในชาและกาแฟยังทำให้ร่างกายดื้อต่อการทำงานของอินซูลิน เป็นผลให้เกิดการสะสมไขมันที่พุงได้ด้วย

         การศึกษายังพบว่าชนิดของอาหารเช้าที่ผู้ชายรับประทานสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความใส่ใจต่อสุขภาพได้ โดยพบว่าผู้ชายที่เลือกอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางอาหาร มักจะออกกำลังกายเป็นประจำ ไม่รับประทานระหว่างมื้อและไม่รับประทานอาหารที่ไม่มีคุณค่าในมื้ออื่นๆ เป็นต้น        The American Academy of Pediatrics จึงแนะนำให้เด็กและวัยรุ่นเลือกรับประทานอาหารเช้าที่มีคุณค่าทางอาหารครบถ้วน ประกอบด้วยอาหารครบทั้ง 5 หมู่ อันได้แก่ ข้าว/แป้ง เนื้อสัตว์ ไขมัน ผักและผลไม้ เพราะการได้รับสารอาหารครบถ้วนในทุกมื้อนอกจากจะทำให้มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติแล้ว ยังทำให้เด็กมีสมาธิในการเรียน มีความจำดี เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้เร็ว และสามารถทำข้อสอบได้ดีกว่าอีกด้วย สำหรับคนวัยทำงานการรับประทาอาหารเช้า จะทำให้มีสมาธิ คิดเร็ว และทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น

     อาหารเช้าที่ดีควรประกอบด้วย 
      - ข้าว/แป้ง ซึ่งให้สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต โดยในมื้อเช้าควรเลือกรับประทานคาร์บไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ เพราะจะให้พลังงานอย่างช้าๆ และให้พลังงานได้นานกว่า ทำให้ไม่หิวบ่อย ร่างกายจะได้รับพลังงานจนถึงมื้อต่อไปได้

      - เนื้อสัตว์ ให้สารอาหารโปรตีน เช่น นมสด เนื้อสัตว์ ไข่และถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น โดยอาหารประเภทโปรตีนเมื่อผ่านการย่อยจะให้กรดอะมิโน ซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย นอกจากนี้กรดอะมิโนยังช่วยในการสร้างสารสื่อประสาท ทำให้การทำงานหรือการเรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น

      - น้ำมันและไขมันจากพืชและสัตว์ อาหารหมู่นี้เป็นแหล่งสำคัญที่ให้ไขมัน ซึ่งจะให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยการดูดซึมของวิตามินที่ละลายในไขมันและให้กรดไขมัน รวมถึงให้กรดไขมันที่จำเป็นแก่ร่างกายซึ่งจำเป็นต่อการทำงานของระบบประสาทและสมอง

      - ผักใบเขียวและผลไม้ ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญที่ให้วิตามินและเกลือแร่ อาทิ วิตามินบีและโคลีน ที่ช่วยในการทำงานของระบบประสาทและสมอง

         เมื่ออาหารเช้ามีความสำคัญมากขนาดนี้ วันนี้คุณรับประทานอาหารเช้าหรือยัง
ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://women.thaiza.com/




ที่มา ... HealthToday